สถานการณ์อิหร่านตึงเครียดปั่นราคาน้ำมัน!

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
ความตึงเครียดระหว่าง"อิหร่าน"และ"ชาติตะวันตก" ทวีความเข้มข้นขึ้นจุดชนวนความวิตกว่าสถานการณ์อาจบานปลายสู่การเผชิญหน้า
สถานการณ์ที่กำลังร้อนระอุ ทำให้ราคาน้ำมันทะยานต่อเนื่อง เพราะอิหร่าน เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน(โอเปก) โดยล่าสุด ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีทแตะระดับ 106.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำสถิติสูงสุดนับจากวันที่ 4 พฤษภาคมปีที่แล้ว ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ เคลื่อนไหวที่ระดับ 121.66 ดอลลาร์
"สตีเวน ชอร์ค" นักวิเคราะห์อิสระ ให้ความเห็นว่า ผู้คนตื่นตระหนกกรณีของอิหร่าน เพราะกังวลเรื่องอุปทานน้ำมัน ซึ่งการพุ่งทะยานของราคาน้ำมัน เกิดขึ้นหลังจากเตหะรานประกาศหยุดส่งน้ำมันให้บริษัทในอังกฤษและฝรั่งเศส เป็นการตอบโต้สหภาพยุโรป (อียู) ที่ก่อนหน้านี้ ประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านตั้งแต่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นการดำเนินการเชิงสัญลักษณ์มากกว่า เพราะทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านไม่มากนัก
ทว่าที่ตลาดเป็นกังวล คือ อิหร่านอาจหยุดส่งออกน้ำมันให้กับประเทศอื่นๆ ในยุโรป เนื่องจากอียูซื้อน้ำมันคิดเป็นสัดส่วน 18% ของปริมาณที่อิหร่านส่งออก โดยเฉพาะอิตาลีและสเปน ที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ และล่าสุดเตหะราน ก็ออกมาขู่จะลดการส่งออกน้ำมันให้กับ 6 ประเทศในกลุ่มอียู ซึ่งรวมถึงโปรตุเกส สเปน กรีซ อิตาลี เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์
น่าสนใจว่า หากอิหร่าน ชิงหยุดขายน้ำมันให้กับบางประเทศในยุโรปก่อนหน้าคำสั่งห้ามอียูจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม ย่อมส่งผลกระทบต่อโรงกลั่น ที่จะต้องหาแหล่งน้ำมันมาทดแทนส่วนที่เคยได้จากอิหร่านเร็วขึ้น และการแก่งแย่งหาแหล่งน้ำมันทางเลือกใหม่ ก็อาจผลักให้ความต้องการบริโภคและราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นชั่วคราว
"ปีเตอร์ บิวเทล" นักวิเคราะห์จากคาเมรอน ฮาโนเวอร์ มองว่า มีเหตุผลมากพอที่จะคาดการณ์ถึงราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากข่าวอิหร่านที่เกิดขึ้นล่าสุด
ด้าน "คาร์ล ลาร์รี" จากออยล์ เอาต์ลุค แอนด์ โอพิเนียน ประเมินว่า หากอิหร่านหยุดส่งออกน้ำมันราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวันจริงๆ ก็อาจดันให้ราคาน้ำมันไปอยู่ที่ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และหากการระงับส่งออกน้ำมันดังกล่าวกินเวลานานกว่า 1 เดือน ก็อาจผลักให้ราคาพุ่งไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์ ยิ่งถ้าแหล่งน้ำมัน หรือพื้นที่ขนส่งได้รับความเสียหาย ก็จะทำให้ค่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และจะไม่กลับสู่ระดับเดิมไปอีกหลายปี
แรงกระเพื่อมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ล่าสุด มีกระแสข่าวว่าประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชีย ทั้งจีน อินเดีย และญี่ปุ่น ซึ่งซื้อน้ำมันราว 45% ของที่อิหร่านส่งออก มีแผนจะลดการนำเข้านำมันจากเตหะราน เนื่องจากไม่อาจฝ่ากระแสคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐได้
แหล่งข่าวเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์โยมิอูริว่า ญี่ปุ่น ใกล้บรรลุข้อตกลงกับทางการวอชิงตันเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันที่จะลดนำเข้าจากอิหร่าน ซึ่งน่าจะอยู่ที่ 11% ซึ่งการลดการนำเข้าน้ำมันครั้งนี้ อาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของประเทศ ที่กำลังดิ้นรนอย่างหนัก ประกอบกับญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากต่างชาติมากขึ้น หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ ก่อให้เกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ที่ส่งผลให้ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศลดลงอย่างมาก
เช่นเดียวกับอินเดีย ที่เตรียมผลักดันให้โรงกลั่นในประเทศลดการนำเข้าน้ำมันราว 10% ขณะที่จีน ก็อาจลดการนำเข้าน้ำมันจากเตหะรานประมาณ 10-20% จากสัญญา ที่ทำผ่านบริษัทยูนิเปกในเครือซิโนเปก คอร์ป
ความตึงเครียดยังสะท้อนผ่านคำปฏิเสธของอิหร่าน ต่อคณะทำงานของสำนักงานพลังงานปรมาณูสากล (ไอเออีเอ) ที่ต้องการเข้าไปตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
"นิวยอร์ก ไทม์ส" ตั้งข้อสังเกตว่า สหรัฐ ควรระมัดระวังมาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ ไม่ให้ซ้ำรอยกับเมื่อครั้งสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งส่งผลให้ทหารล้มตายจำนวนมาก และใช้ต้นทุนทำสงครามไปมากถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่สงครามแต่ละครั้งกินเวลายาวนาน ผลที่ออกมาก็น่าผิดหวังและไม่มีอะไรแน่นอน
เพราะผู้คนเริ่มพูดถึงสงครามต้านนิวเคลียร์อิหร่านดังขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างคู่กัดอิหร่าน-อิสราเอลที่ปะทุขึ้น ท่าทีของอิสราเอล ที่แสดงชัดว่า อาจโจมตีอิหร่าน ท่าทีของนักการเมืองอเมริกัน อาการแข็งกร้าวของเตหะราน และการประโคมข่าวของสื่อต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเสี่ยง ที่อาจบานปลายไปสู่ความรุนแรง เหมือนเมื่อครั้งสหรัฐเปิดศึกบุกอิรักเมื่อปี 2549
"แกรห์ม อัลลิสัน" ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้ความเห็นทิ้งท้ายไว้น่าคิดว่า "หากคุณอยู่ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรง และเหตุการณ์ที่ไม่อาจควบคุมได้ มันเป็นไปได้ที่จะพลาดไปสู่การทำสงคราม เมื่อคุณมองอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐ แม้สิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ชัดเจนว่าไม่มีการผ่อนปรน และกำลังมุ่งสู่การปะทะ"
Tags : การเมืองน้ำมัน