ถอดรหัสราคาน้ำมันปี"55 พุ่ง80-200เหรียญต่อบาเรล
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2555 บมจ.ไทยออยล์ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ "ถอดรหัสราคาน้ำมัน พร้อมกลยุทธ์การลงทุนในปี 2012" ที่ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ถนนวิภาวดีรังสิต
นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดการเสวนาว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างมาก ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันเฉลี่ยวันละ 1 ล้านบาเรล มีการอ้างอิงราคาในตลาดโลก หากมีการเคลื่อนไหวรุนแรงย่อมกระทบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทย ผู้ประกอบการ และนักลงทุน
นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน กล่าวว่า การพิจารณาทิศทางราคาน้ำมันปี 2555 จะต้องย้อนกลับไปดูภาพรวมน้ำมันโลกในปี 2554 ซึ่ง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ได้ออกบทวิเคราะห์สถานการณ์ด้านพลังงานประจำปี 2554 ขึ้น โดยมองว่าในช่วงปีคริสตศักราช 2010-2035 ความต้องการพลังงานของโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 40%
โดยประเทศที่ต้องการใช้พลังงานเพิ่มได้แก่ จีน อินเดีย กลุ่มเอเชีย และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ จะเป็นประเทศที่มีความต้องการใช้พลังงานมาก โดยเฉพาะน้ำมัน ที่จะเพิ่มขึ้นจาก 87 ล้านบาเรลต่อวัน เป็น 99 ล้านบาเรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 12 ล้านบาเรลต่อวัน แม้ตัวเลขจะไม่สูง แต่ถือว่าเป็นปริมาณการใช้ค่อนข้างมาก เพราะปริมาณน้ำมันดิบที่ปากหลุมจะลดเฉลี่ยลง 7% ทุกปี
"จะต้องมีการรักษาระดับการผลิตเพื่อ ชด เชยจำนวนน้ำมันดิบที่ลดลงต่อปี คิดเป็นประมาณ 47 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งถือว่าไม่น้อย ขณะเดียวกันต้องมีการลงทุนในด้านน้ำมันสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญต่อปี เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดิบไว้ที่ 120 เหรียญต่อบาเรล"
นายมนูญกล่าวว่า ราคาน้ำมันในปี 2554 มีความผันผวนมากถึง 30% ส่วนปี 2555 มองว่าความผันผวนของราคาน่าจะมีเสถียรภาพมากกว่า เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอลง จากการคาดการณ์ของธนาคารโลก ที่ปรับลดผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)จาก 3.6% เหลือ 2.5% กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ลดจีดีพี จาก 4% เหลือ 3.3% และคาดว่าจะมีความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาเรลต่อวัน หรือผลิตรวม 90 ล้านบาเรลต่อวัน
ทั้งนี้ คาดการณ์ราคาน้ำมันในปี 2555 โดยกำหนดราคาน้ำมันดิบดูไบต่ำสุดไว้ที่ 80 เหรียญต่อบาเรล ในกรณีที่วิกฤตหนี้ยุโรปเลวร้ายที่สุด กรีซล้มละลาย เยอรมนีปฏิเสธให้การช่วยเหลือ และเริ่มถอนตัวจากการเป็นสมาชิก กำหนดราคาปกติที่ 100 เหรียญต่อบาเรล และสูงสุดที่ 200 เหรียญต่อบาเรล กรณีที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุส แต่เชื่อว่าอิหร่านจะไม่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยในประเทศ เช่น กรณีการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะส่งผลให้ราคาดีเซลปรับขึ้น 5.30 บาทต่อลิตร โดยมองว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีในอัตราเดิม แต่คงต้องอาศัยช่วงที่ราคาดีเซลในตลาดโลกปรับตัวลดลง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนมากนัก
ส่วนน้ำมันเบนซิน และโซฮอล์ ขึ้นอยู่กับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากที่ลดมา 7-8 บาทต่อลิตร ซึ่งจะไม่จัดเก็บเท่าเดิมก็ได้ หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ได้ตามที่กำหนดไว้
นั่นคือ หากไม่ขึ้นราคา ก็ต้องเก็บเงินในส่วนน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
หน้า 8
