My Community
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
*
ข่าว : ขณะนี้ทางเราได้แก้ไขเรื่องการแนบไฟล์แล้วครับสามารถแนบไฟล์ได้ตามปรกติ 23 ตุลาคม 2014, 22:45:48
+  My Community
|-+  Gold Forum
| |-+  ทิศทางราคาทองคำ (ผู้ดูแล: nongdum)
| | |-+  ทองคำน่าสนหรือน่ากลัว
การค้นหาขั้นสูง
  0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
โพลล์
คำถาม: ท่านคิดว่าทองคำยังน่าสนใจหรือไม่
น่าสนใจลงทุน - 2 (50%)
น่ากลัวในการลงทุน - 2 (50%)
จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 3

หน้า 1 ลงล่าง
ผู้เขียน
หัวข้อติดหมุด หัวข้อ: ทองคำน่าสนหรือน่ากลัว  (อ่าน 11762 ครั้ง)
« เมื่อ: 25 กันยายน 2011, 15:26:39 »
greatnut ออฟไลน์
Newbie
*
กระทู้: 8

ดูรายละเอียด อีเมล์

ผมเป็นคนนึงที่ติดตามราคาทองคำมาหลายปี  ตั้งแต่  4พันกว่าบาท  และเริ่มมีเงินซื้อทอง ตอน 10700 บาท ตอนปี 51 แต่ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นครับ ทองขึ้นเร็วไปโดยไม่เป็นไปตามกลไกตลาด  เกิดจากการเกรงกำไร  ใครคงจำได้เมื่อยุคจตุครามเฟื้องฟูราคาขึ้นมากมาย ตอนนี้ไม่มีราคา  คลายๆกันแต่ไม่เหมือนครับ  ตอนนี้ราคาทองคำสูงขึ้นมาก และลดลงอันเมื่องมาจากการเทขายขนาดใหญ่ ทำให้ทองราคาลงมา  รองคิดดูถ้าเกิดการเทขายทำกำไรเพิ่มขึ้นอีกจะเกิดอะไรขึ้นครับ  ประเทศที่ถือทองอยู่ก็เกิดความวิตกกังวลก็จะเทขายกันเป็นการใหญ่  หรืออาจจะเกิดสงครามทองขึ้นได้ เพื่อไม่ให้เกิดการซื้อขายที่ทำให้เกิดผลได้เสียมากมาย  ทองกำลังถึงคราวลงแล้วครับเทขายทำกำไรซัก ครึ่งก่อนอย่างน้องก็ลดความเสียงไปเอาเงินไปลงทุนตราสารตัวอื่นดีกว่าครับ  เพราะทองตอนนี้ไม่น่าถือเลย ตอนนี้ยังลงน้อยนะครับ ตุลานี้ชี้ชะตาทองคำ ธันวานี้  อาจดิ่งเหวก็เป็นได้

ปล.ความคิดส่วนตัวนะครับ เป็นแนวคิดอีกทางนึงเท่านั้น จะได้มองหลายแง่มุม
บันทึกการเข้า
 
ตอบ #1
« เมื่อ: 25 กันยายน 2011, 18:51:14 »
ห้างทองน่ำเชียง ออฟไลน์
ยินดีต้อนรับสู่การลงทุนในทองคำครับ
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 7017

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

ขอขอบคุณที่นำเสนอมุมมองนะครับ
ขออนุญาตนำเสนอในมุมมองของผมราคาทองคำถูกเก็งกำไรขึ้นมาก็จริง
จากการที่เศรษฐกิจของสหรัฐ และประเทศกลุ่มยูโรโซนล้วนประสบปัญหา
ทำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงสินทรัพย์ สกุล Us dollar และ ค่าเงิน Euro
ทำให้ถนนทุกสายมุ่งสู่ทองคำ ไล่ซื้อกันจนราคาทองคำพุ่งขึ้นสูง
จนในที่สุดกองทุนเก็งกำไรเมื่อเห็นมาตรการของสหรัฐ Operation twist นี้
ก็เลยฉวยโอกาสเข้าลงทุนใน Us dollar แต่ก็ไม่ได้แสดงว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฟื้นตัวแล้ว
เพราะตลาดหุ้นสหรัฐก็ยังตกอยู่
ผมยังคิดว่าทองคำอยู่ในช่วงปรับฐานนะครับ หลังจากวิ่งขึ้นมาโดยตลอด
ช่วงนี้ราคาทองยังถือว่ามีโอกาสลงได้อยู่
แต่ถ้าราคาลดลงถึงระดับหนึ่งที่แรงขายหมดลง
ค่าเงิน Us dollar หมดความน่าสนใจ เมื่อไร
ทองคำน่าจะกลับมาได้ใหม่นะครับ
เพราะกองทุนมันปั่นแล้วได้กำไรดี ลงวันละ $100
ยังไงผมก็ว่าเขาไม่เลิกเล่นหรอกครับ

ท่านใดมีความเห็นแตกต่างเชิญแสดงความเห็นได้นะครับ
ถือว่าช่วยกันเตือน ตอนราคาทองขึ้นเตือนยังไงก็ไม่ฟังกันหรอกครับ  ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม ยิงฟันยิ้ม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กันยายน 2011, 18:52:57 โดย ห้างทองน่ำเชียง » บันทึกการเข้า

 
ตอบ #2
« เมื่อ: 25 กันยายน 2011, 19:02:02 »
ห้างทองน่ำเชียง ออฟไลน์
ยินดีต้อนรับสู่การลงทุนในทองคำครับ
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 7017

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

เลยขอนำเสนอ Poll สำรวจความเห็นของนักลงทุนด้วยเลยนะครับ
เชิญกดแสดงความคิดเห็นกันหน่อยนะครับ

ปล.ตัวไอคอน ต่างๆของกระทู้ หายไปช่วงย้าย server
อาจทำให้การใช้งานยุ่งยากหน่อยนะครับ
แจ้งทางผู้ดูแลแล้ว ให้ตามกลับมาให้หน่อย คิดว่ากำลังตามหาอยู่นะครับ
บันทึกการเข้า

 
ตอบ #3
« เมื่อ: 25 กันยายน 2011, 19:24:56 »
nongdum ออฟไลน์
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 6437

ดูรายละเอียด อีเมล์

ทุกคนเห็นว่าน่าสนใจ    100 %


บันทึกการเข้า
 
ตอบ #4
« เมื่อ: 25 กันยายน 2011, 20:58:19 »
ห้างทองน่ำเชียง ออฟไลน์
ยินดีต้อนรับสู่การลงทุนในทองคำครับ
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 7017

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

ทุกคนเห็นว่าน่าสนใจ    100 %




555 คุณน้องดำรีบชิงสรุปผลโวททันทีเลยหรือครับ
แต่ผมว่าที่ทุกคนยังสนใจลงทุนน่ะเพราะว่ายังติด(ดอย)กันอยู่
ลงจากดอยไม่ได้ เสียมากกว่า อิอิอิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 กันยายน 2011, 21:06:29 โดย ห้างทองน่ำเชียง » บันทึกการเข้า

 
ตอบ #5
« เมื่อ: 25 กันยายน 2011, 21:39:11 »
nong lek ออฟไลน์
Newbie
*
กระทู้: 885

ดูรายละเอียด

ขอบคุณ คุณ greatnut และ เฮียนายห้าง ที่มาแชร์ความคิดเห็นค่ะ  ยิ้ม

จิง ๆ ถ้ามีใครคิดต่าง ก็สามารถมาร่วมแชร์กันได้นะคะ

จะได้มีหลายแง่มุมให้คิดกันค่ะ  ยิ้มเท่ห์
บันทึกการเข้า
 
ตอบ #6
« เมื่อ: 26 กันยายน 2011, 08:49:52 »
ห้างทองน่ำเชียง ออฟไลน์
ยินดีต้อนรับสู่การลงทุนในทองคำครับ
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 7017

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

วันที่ 24 กันยายน 2554 08:31
ตลาด'หุ้น-ทอง'เข้ายุค"ขาลง"?

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์



นักวิเคราะห์ประเมินภาวะขณะนี้ นักลงทุนมุ่งหน้าเล่นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเงินดอลลาร์ ฉุดตลาดหุ้น-ทองคำสู่ทิศทาง"ขาลง"ส่วนจีนแนวโน้มไม่ดี

การดิ่งลงอย่างหนักของดัชนีหุ้นในตลาด ที่ทำให้อาทิตย์นี้กลายเป็นสัปดาห์ที่ตลาดหุ้นขาดทุนครั้งใหญ่สุดนับแต่ปี 2551 เป็นต้น ผลมาการฟื้นตัวอย่างซบเซาของเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ว่า รัฐบาลชาติกำลังพัฒนาจะจัดหามาตรการต่างๆ เข้ามาสนับสนุนตลาด


 ชุง ยุน ซิก หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ลงทุน ด้านตลาดหลักทรัพย์ จากไอเอ็นจี อินเวสต์เมนท์ แมเนจเมนท์ โคเรีย ซึ่งบริหารพอร์ทลงทุนมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ ชี้ว่า ตลาดมองเห็นกระแสการเทขายอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น

 "แม้เราอาจจะเห็นบางประเทศ มีการเคลื่อนไหวเพื่อเข้ามาสนับสนุนตลาด แต่ผมคิดว่า การที่จะทำให้ตลาดเกิดความรู้สึกที่มั่นคงได้นั้น จะต้องเกิดจากการนำมาตรการที่เด็ดขาดเข้ามาใช้แก้ไขปัญหาหนี้" นายชุง กล่าว

 จนถึงขณะนี้ เกาหลีใต้ให้คำมั่นที่จะต่อสู้กับ "พฤติกรรมการจับกลุ่ม" ภายในตลาดการเงิน ขณะที่กองทุนประกันสังคมจีน มีแผยเข้าลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านหยวน ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยว่า ยังไม่มีแผนที่จะนำมาตรการใดๆ เข้ามาใช้ เพราะภาวะซบเซาที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐ และวิกฤติหนี้ยุโรป

 ดัชนีคอมโพสิต ของตลาดหลักทรัพย์จาการ์ตา อินโดนีเซีย ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา  จากที่ทรุดหนักไปถึง 8.9% เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (22 ก.ย.) หลังตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า จะนำมาตรการเข้ามาใช้หากสถานการณ์ในตลาดย่ำแย่ลงไปกว่านี้

 ในเวลา 1 สัปดาห์ นับถึงวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ตลาดเกิดใหม่เจอกับเงินลงทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไปมากถึง 1,400 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการไหลออกเป็นสัปดาห์ที่ 8 ติดต่อกัน

 เคลลี กว็อก นักวิเคราะห์จากซิตี้กรุ๊ป ชี้ว่า ตลาดเกิดใหม่กำลังเจอกับแนวโน้มเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ในยุโรป ที่นักลงทุนพุ่งเป้าจับตาอยู่ ยังไม่มีพัฒนาการใหม่ๆ เกิดขึ้น
 นอกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และเงินดอลลาร์แล้ว ดูเหมือนการลงทุนทุกประเทศจะได้รับผลกระทบจากความวิตกในเรื่องเศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นรอบที่ 2

 ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึง น้ำมันดิบ และทองแดง ดิ่งลงอย่าง เพราะหวั่นเกรงในเรื่องภาวะเศรษฐกิจซบเซา ที่หมายความถึง การบริโภควัตถุดิบลดน้อยลง

 แม้กระทั่งทองคำ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งปลอดภัยสำหรับการลงทุน ก็ร่วงลงเช่นกัน เพราะความกลัวในเรื่องข้างต้น ทำให้นักลงทุนบางรายตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ทุกอย่าง ที่มองว่ามีความเสี่ยง หรือมีการเก็งกำไร

 "ผมว่าเรากำลังเจอกับตลาดที่อยู่ในภาวะหมี และคำถามก็อยู่ตรงที่ว่า สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปมากเท่าใด" ฟิล รอธ หัวหน้านักวิเคราะหตลาดทางเทคนิค จากมิลเลอร์ ทาบัค พลัส โค บริษัทโบรกเกอร์ ในสหรัฐกล่าว และว่า ทั้งดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์  และเอส แอนด์ พี 500 ของสหรัฐ ต่างมุ่งหน้าไปสู่ขาลงมากขึ้น

ทิม ชโรเดอร์ ผู้จัดการกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านในเพนกานา แคปิตัล ในนครเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ระบุว่า ดูเหมือนการเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้น จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้มากขึ้นว่า เศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะถดถอย

 ตลาดยังมีความรู้สึกว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายทั่วโลก ต่างมีความสามารถอย่างจำกัด ในการบรรเทาสถานการณ์ เพราะจำเป็นต้องดำเนินนโยบายรัดเข็มขัด

 นักลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง มองว่า มาตรการขายพันธบัตรระยะสั้น เพื่อเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว ที่ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ประกาศออกมานั้น อาจจะเพียงพอสำหรับการเหนี่ยวรั้งเศรษฐกิจไม่ให้อ่อนแอไปมากกว่านี้
 แต่การที่สภาคองเกรสสหรัฐ ยังเจอทางตันจากความขัดแย้งด้านงบประมาณรอบใหม่ ที่อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐตกอยู่ในภาวะขาดเงินนั้น ทำให้เหล่านักลงทุนเกิดความกังขาขึ้นมาว่า รัฐบาลกรุงวอชิงตันจะสามารถเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจได้หรือไม่

 "เป็นเรื่องชัดเจนว่า เฟดไม่มีเครื่องมือเหลือแล้ว" บ็อบ เวิร์ธทิงตัน ประธานบริหารแฮทเทอรัส ฟันด์ หน่วยงานด้านการลงทุนกล่าว


 เวิร์ธทิงตัน ซึ่งลงทุนกองทุนบริหารความเสี่ยง (เฮดจ์ฟันด์) จำนวนหนึ่งด้วยนั้น กองทุนเกือบทั้งหมดของเขา ต่างอยู่ในสถานะการลงทุนระยะสั้น หรือไม่เช่นนั้น ก็ถือเงินสด และรอดูท่าทีอยู่ข้างตลาด

 ขณะเดียวกัน เหล่าผู้จัดการการเงิน ต่างก็พากันรับข้อมูลการวิเคราะห์ต่างๆ ที่บ่งชี้ว่า กรีซเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี่ไม่ได้ และกำลังกังวลว่า ความพยายามของชาติยุโรปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้นมานั้น จะเป็นแค่การทำให้ความเจ็บปวดยืดเยื้อออกไปอีก

 "ส่วนหนึ่งของปัญหามาจากเฟด และอีกส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะชะลอตัวลง รวมถึงการที่ชาติยุโรป ไม่มีความพยายามที่จะเร่งหามาตรการออกมารับมือกับประเทศสมาชิก และธนาคารในภูมิภาค ที่แบกภาระหนี้จำนวนมาก " โธมัส วิลัลตา ผู้จัดการพอร์ทลงทุน จากโจนส์ วิลัลตา แอสเซท แมเนจเมนท์ ในรัฐเท็กซัส สหรัฐ กล่าว

 นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมการผลิตของจีน ที่ชะลอตัวลงเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา และการที่เฟดเอ็กซ์ คอร์ป ออกมาเตือนว่า ผลประกอบของบริษัทอาจร่วงลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะการส่งออกที่ซบเซาของเอเชียนั้น ยิ่งกลายเป็นปัจจัยตอกย้ำ ที่ทำให้เหล่านักลงทุนเชื่อว่า ความเสี่ยงในเศรษฐกิจกำลังมีมากขึ้น

 "ข่าวร้ายจากจีน ยิ่งทำให้ทฤษฎีที่ว่า เศรษฐกิจโลกอาจกำลังมุ่งหน้าไปสู่ภาวะถดถอยเป็นรอบที่ 2 มีความเป็นจริงมากขึ้น" เทอร์รี มอริส ผู้จัดการพอร์ทลงทุน จากเนชั่นแนล เพนน์ อินเวสเตอร์ส ทรัสต์ กล่าว
บันทึกการเข้า

 
ตอบ #7
« เมื่อ: 26 กันยายน 2011, 08:57:54 »
ห้างทองน่ำเชียง ออฟไลน์
ยินดีต้อนรับสู่การลงทุนในทองคำครับ
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 7017

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7604 ข่าวสดรายวัน


หวั่นศก.โลกทรุดฉุดหุ้นไทย-ทองดิ่ เอ็มดีตลท.กลัวซ้ำรอย"วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์"



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 23 ก.ย. ดัชนีปิดที่ 958.16 จุด ลบ 32.43 จุด หรือ 3.27% โดยเปิดตลาดช่วงเช้าดัชนีอยู่ที่ 969.7 จุด ปรับลดลงทันที 20.89 จุด ลบ 2.11% ก่อนจะเคลื่อนไหวในแดนลบต่อเนื่องจนไปทำจุดต่ำสุดของวัน ที่ดัชนี 940.42 จุด ลดลง 50 จุด ลบ 5% ดัชนีต่ำสุดในรอบ 7 เดือน หลังจากนั้นดัชนีเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้ปิดทำการซื้อขายภาคเช้าดัชนีอยู่ที่ 947.98 จุด ลดลง 42.61 จุด มีผลให้ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อสร้างความมั่นใจกับ นักลงทุน ส่งผลให้เปิดตลาดภาคบ่ายดัชนีปรับขึ้นทันทีในลักษณะผันผวนตลอดชั่วโมงซื้อขาย โดยสรุปมูลค่าการซื้อขายที่ 50,108.85 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 3,154 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 4,055 ล้านบาท

นายจรัมพรกล่าวว่า การปรับตัวลดลงแรงของตลาดหุ้นไทยในครั้งนี้ เกิดจากปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติไม่มีความมั่นใจต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ กรณียังไม่มีรายได้ใหม่เข้ามา และยังมีปัญหาการเงินยืดเยื้อ ขณะเดียวกันสถานการณ์เศรษฐกิจการเงินและหนี้สาธารณะในยุโรปยังไม่แน่นอนและมีโอกาสบานปลาย ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินในตลาดหุ้นเอเชียในช่วงนี้ยังไหลออก เพื่อนำเงินไปชดเชยการขาดทุนในฝั่งสหรัฐ และยุโรป

"ลักษณะการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นในรอบนี้จะคล้ายกับปี "51 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งขณะนั้นตลาดหุ้นไทยมีการขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติถึง 1.58 แสนล้านบาท และช่วงวิกฤตการเมืองไทยเมื่อเดือนพ.ค.53 ต่างชาติขายสุทธิ 5.8 หมื่นล้านบาท ส่วนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันต่างชาติขายสุทธิทั้งสิ้น 3.1 หมื่นล้านบาท" นายจรัมพร กล่าว

ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การที่หุ้นตกอย่างหนักมาจากความตกใจ เนื่องจากผู้นำการเงินโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และรัฐมนตรีคลังสหรัฐออกมาพูดว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะอันตราย ซึ่งปกติไม่ค่อยมีผู้นำด้านการเงินโลกออกมาพูดลักษณะนี้ และมีมาตรการให้ซื้อคืนพันธบัตรจากผู้ที่ถือครองอยู่ ซึ่งเท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณเงินเข้ามาระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของราคาทอง คำ มีการปรับตัวผันผวนตลอดวันตามตลาดโลก ซึ่งทั้งวันมีการปรับราคาถึง 14 รอบ ก่อนมาปิดตลาดที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 25,300 บาท ขายออก 25,400 บาท ทองรูปพรรณซื้อคืนบาทละ 24,938.20 บาท ขายออก 25,800 บาท ลดลง 400 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดวันที่ 22 ก.ย.

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำผันผวนครั้งนี้ถือว่าเป็นไปตามความคาดหมาย เพราะราคาทองเมื่อขึ้นสูงสุดก็ต้องตกลงมา แต่ที่น่าจับตาคือการที่เงินบาทอ่อนค่าลงและกลับแข็งค่าขึ้น ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และหากค่าเงินมีการผันผวนเพียง 10 ส.ต.ก็ทำให้ราคาทองคำผันผวนถึง 85 บาท แต่ 2-3 วันที่ผ่านมาค่าเงินมีการผันผวนกว่า 90 ส.ต.จึงมีส่วนทำให้ราคาทองคำมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
บันทึกการเข้า

 
ตอบ #8
« เมื่อ: 26 กันยายน 2011, 09:00:53 »
ห้างทองน่ำเชียง ออฟไลน์
ยินดีต้อนรับสู่การลงทุนในทองคำครับ
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 7017

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

คาดราคาทองคำพุ่งขึ้นต่อเนื่อง นักลงทุนหนีความเสี่ยง ดอลลาร์-น้ำมัน-หุ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   25 กันยายน 2554 21:07 น.   

       “เลขาฯสมาคมค้าทองคำ” ประเมินทิศทางราคาทองคำ ยังโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น จากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯที่ยังไม่ดี รวมถึงในยูโรโซน กดดันให้นักลงทุนหนีเงินสกุลดอลลาร์ น้ำมัน และ หุ้น หันมาลงทุนในทองคำเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันมีการปรับฐานลงไปบ้างแล้ว
       
       นายพิชญา พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาทองคำ ว่า ปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯยังไม่มีท่าทางจะฟื้นในช่วง 2-3 ปีนี้แน่นอน เนื่องจากนโยบายในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาไม่สามารถลดตัวเลขคนว่างงานในประเทศลงได้
       
       ขณะที่ปัญหาการบริโภคภายในประเทศก็ไม่กระเตื้องขึ้น ประกอบกับนักลงทุนไม่มีความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์ จึงได้เปลี่ยนจากการถือครองดอลลาร์, น้ำมัน และหุ้น มาที่ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูง ดังนั้น ทำให้ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่มีความต้องการสูงทั้งจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ และนักลงทุน ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีการปรับฐานลงมาบ้างแต่ยังคงสามารถที่จะยืนได้เหนือระดับที่ 1,800 เหรียญ/ออนซ์ได้
       
       นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความวิตกกังวลถึงประเด็นหนี้สินรัฐบาลในประเทศกลุ่มยูโรโซนที่ทั่วโลกกำลังจับตามองว่ารัฐบาลเยอรมันและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นแกนสำคัญนั้น จะมีนโยบายใหม่ๆ ออกมาเพื่อยับยั้งปัญหาไม่ให้ลุกลามไปยังประเทศสมาชิกอื่นๆในแถบยูโรโซนได้หรือไม่
       ส่วนในอีกหลายๆ ประเทศของกลุ่ม เริ่มออกมาตราการเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศของตน โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศต้องเพิ่มสัดส่วนการกันสำรองเผื่อหนี้สูญ รวมทั้งลดการก่อหนี้สาธารณะเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อการชำระหนี้คืนในอนาคต และเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนในเศรษฐกิจโลก
       
       ปัจจัยเหล่านี้ มีผลทำให้นักลงทุนหันมาลงทุนในเอเชียเพิ่มมากขึ้น เพราะมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง เช่น จีน, อินเดีย, เกาหลีใต้, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนิเซีย, เวียดนาม เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้แต่ละประเทศมีเงินไหลเข้าจำนวนมาก และไปซื้อทองคำเพิ่มมากขึ้นจนอุปสงค์ต่อทองคำมีมากกว่าปริมาณที่ผลิตได้ หมายถึงยิ่งทำให้ราคาทองคำให้สูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
       
       อย่างไรก็ตาม การที่แต่ละประเทศจะเปลี่ยนสัดส่วนจากสกุลเงินตราต่างประเทศมาเป็นทองคำนั้น ธนาคารกลางแต่ละชาติต้องคำนวณถึงสภาพคล่องด้วย เพราะถ้านำเงินที่มีอยู่มาซื้อทองคำจำนวนมาก เมื่อเกิดปัญหาการเงินภายในประเทศขึ้น สภาพคล่องที่จะเปลี่ยนทองคำมาเป็นเงินนั้น อาจมีความคล่องตัวน้อยกว่าการถือเงินสด ซึ่งอาจจะกระทบต่อปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศได้
บันทึกการเข้า

 
ตอบ #9
« เมื่อ: 28 กันยายน 2011, 08:14:19 »
ห้างทองน่ำเชียง ออฟไลน์
ยินดีต้อนรับสู่การลงทุนในทองคำครับ
Administrator
Newbie
*****
กระทู้: 7017

ดูรายละเอียด เว็บไซต์ อีเมล์

ุขอดันกระทู้  น่าสน หรือ น่ากลัว นี้กลับมาให้อ่านกันนะครับ


“ทองคำ ค่าเงิน หุ้น” บทเรียนอีกครั้งจากการทุบถล่มแล้วช้อนซื้อของ “เฮดจ์ฟันด์!?”

โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์   27 กันยายน 2554 14:50 น.   

       สัปดาห์ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโดยเฉพาะในตลาดทุนนั้นถือได้ว่ามีความผันผวนอย่างหนักและต่อเนื่อง หุ้น น้ำมัน ทองคำ และค่าเงิน ซึ่งเหล่าเฮดจ์ฟันด์ทั้งหลายได้เข้าไป “ปั่น” ก่อนหน้านี้มาอย่างยาวนาน ต่างก็ได้ถูกเทขายทำกำไรอย่างพร้อมเพรียงกัน
      
       การเทขายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างหนักหน่วงที่ทำให้ราคาหุ้นดิ่งลงเหว ก็ได้ทำให้นักเล่นหุ้นประเภทที่เล่นมาร์จิ้น และเล่นฟิวเจอร์ ต้องถูกบังคับขายตามกฎเกณฑ์ทำให้กองทุนหัวใสเข้าช้อนซื้อตอนที่เหล่าแมลงเม่าไทยต้องเจ๊งระเนนระนาดและทำให้ราคาหุ้นและทองคำดีดตัวกลับ
      
       “ทองคำ” ก็เช่นกันได้ถูกกองทุนเฮดจ์ฟันด์เทขายสัญญาทองคำออกมานอกตลาด และทำให้ราคาทองคำทั่วโลกดิ่งลงอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และทำให้นักเล่นทองประเภทฟิวเจอร์โกลด์ต้องถูกบังคับขายเจ๊งกันไปอีกจำนวนมากเช่นกัน แม้แต่สมาคมทองคำของไทยก็ฉวยโอกาสกำหนดราคาซื้อขายและค่าธรรมเนียมเกินกว่าปกติจากที่เคยใช้สูตรคำนวณของราคาทองคำตลาดโลกเพื่อกลบผลขาดทุนของตัวเอง
      
       แต่การที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่นัดหมายกันทั่วโลกเทขายกันอย่างพร้อมเพรียงกันนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่เป็นเพราะปัญหาเศรษฐกิจของโลกที่ต้องเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้ก็คือปัญหาหนี้สินอันมโหฬารและปัญหาทางเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่ทำทีว่าจะเป็นลูกโซ่ใหญ่โตกว้างขวางลามปามกระทบไปทุกประเทศทั่วโลก
      
       โดยเฉพาะ “ธนาคาร” ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หลายแห่งถูกทยอยลดความน่าเชื่อถือลงอย่างพร้อมเพรียงกัน และธนาคารเหล่านี้ก็เป็นแหล่งทุนอันสำคัญที่ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ต้องขายทำกำไรคืนโดยเร็วเพื่อถือเป็นเงินสดรองรับกับสภาพวิกฤตที่กำลังจะมาถึง
      
       เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ก็คือการที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาพิมพ์แบงก์ออกมาเพื่อซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากธนาคาร (QE 1) และเพื่อซื้อแทรกแซงตลาดพันธบัตรสหรัฐอเมริกา (QE2) ตามมาด้วยมาตรการเทขายพันธบัตรระยะสั้นแล้วมาซื้อพันธบัตรระยะยาวโดยมุ่งหวังจะกดอัตราดอกเบี้ยให้ลดลง (Operation Twist) ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าสหรัฐอเมริกาออกอาวุธทางเศรษฐกิจใกล้หมดแล้ว แต่อัตราการว่างงานก็ยังสูงอยู่ในระดับ 9.1%
      
       ซึ่งความจริงแล้วการพิมพ์แบงก์ดอลลาร์สหรัฐอเมริกานั้นก็เหมือนการ “ชักดาบ”เบี้ยวหนี้ทางอ้อม เพราะทำให้หนี้ของสหรัฐฯ ในแต่ละประเทศเป็นเจ้าหนี้อยู่นั้นด้อยค่าลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศเจ้าหนี้เหล่านั้น ตรงนี้เองทำให้เหล่าเฮดจ์ฟันด์เห็นโอกาสอันมหาศาลที่จะเร่งแปลงสินทรัพย์ของตัวเองจากดอลลาร์ให้เป็นสินทรัพย์อย่างอื่นในประเทศอื่นๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
      
       มาตรการของสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมาแทนที่จะทำให้อัตราว่างงาน กลับเร่งทำให้ธนาคารสหรัฐอเมริกามีเงินเหลือล้นกลับไปลงทุนในกองทุนเฮดจ์ฟันด์มากขึ้น นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เข้าซื้อและปั่นหุ้นในประเทศภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย (ที่มีแนวโน้มว่าค่าเงินบาทจะแข็งและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง) เงินนอกร้อนไหลเข้าประเทศทำให้ราคาหุ้นดีดตัวสูงขึ้นชนิดที่นักการเมืองเอาไปคุยโวกันอย่างสนุกสนานและเอิกเกริก จนไม่มีใครสนใจฟังคำเตือนเรื่องการควบคุมกองทุนจากต่างประเทศที่หวังการลงทุนระยะสั้นแบบตีหัวเข้าบ้านที่จะมาทำให้เศรษฐกิจไทยต้องปั่นป่วน
      
       แต่การเทขายระลอกใหญ่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ทำให้แมลงเม่าไทยและแมลงเม่าทั่วโลกตกกลายเป็นเหยื่อของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งได้สูบความมั่งคั่งของแต่ละประเทศกลับไปโดยได้ทำกำไรจากการเทขายในหุ้น ทองคำ และน้ำมันของตัวเองที่ได้ปั่นเอาไว้แล้ว ยังได้กำไรค่าเงินของแต่ละประเทศกลับไปอีกด้วย (โดยแลกกลับได้เงินดอลลาร์ไปมากขึ้น) โดยไม่ต้องมีการผลิตใดๆ ทั้งสิ้น
      
       ความจริงแล้วคนส่วนใหญ่ไม่ใช่นักเล่นหุ้นก็อาจจะคิดว่าไม่เดือดร้อนอะไร แต่ในความเป็นจริงการปล่อยให้กองทุนเฮดจ์ฟันด์เข้าไปเล่นค่าเงินบาทได้ก็คือการทำให้ผู้ส่งออกได้รับผลกระทบมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นถือเป็นการบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันภาคการผลิตไปด้วย ในอีกทางหนึ่งการสูบความมั่งคั่งจากคนในประเทศไทยได้ก็คือ “การสูบกำลังซื้อของคนภายในประเทศ” ให้ลดลงแล้วตกไปอยู่ในมือของชาติอื่นโดยไม่จำเป็น
      
       กลยุทธ์ของเฮดจ์ฟันด์ก็คือ “ปั่นขึ้นให้สูงแล้วเทขาย ทุบให้ต่ำแล้วกลับเข้าช้อนซื้อ” ยังคงเป็นวัฏจักรที่จะเกิดขึ้นต่อไปอีกหลายระลอก โดยเฉพาะในสภาวะที่ธนาคารในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีปัญหามาก ก็ยิ่งเป็นตัวเร่งทำให้เหล่าเฮดจ์ฟันด์เร่งขบวนการสูบความมั่งคั่งจากประเทศต่างๆ ให้เร็วขึ้นเป็น “วันต่อวัน” และปัจจุบันเร็วกว่านั้นเป็น “นาทีต่อนาที” โดยเน้นการทำกำไรจากพวกเล่นหุ้นแบบมาร์จิ้นและฟิวเจอร์ที่ต้องถูกบังคับขายหากราคาต่ำกว่าที่กำหนด เพียงแต่บทเรียนสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะทำให้นักลงทุนและแมลงเม่าทั่วโลกได้สติมากขึ้น (สักระยะหนึ่ง)
      
       แต่ปัญหาในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปน่าจะหนักและสาหัสยิ่งกว่าอเมริกา เพราะพิมพ์เงินขึ้นใช้ตามใจชอบไม่ได้เหมือนสหรัฐอเมริกาและยังมีการคานอำนาจระหว่างกันโดยหลายประเทศ
      
       แผนภูมิภาพแสดงความสัมพันธ์เชิงหนี้จากนิวยอร์กไทมส์ที่แสดงผลเมื่อสิ้นปี 2553 ก็จะเห็นได้ว่า กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี โปรตุเกส และสเปน ซึ่งถือว่าเป็น 5 ประเทศที่กำลังมีปัญหาธนาคารสั่นคลอนและรัฐบาลหนี้สินท่วมท้นนั้น หากมีปัญหา “ชักดาบ” หรือ “ธนาคารล้ม” ก็จะลามไปยังเจ้าหนี้รายใหญ่ทั้งธนาคารและรัฐบาลของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี อย่างแน่นอน


แผนภูมิการเชื่อมโยงหนี้ระหว่างกันของ 5 ประเทศที่เศรษฐกิจสั่นคลอน กรีซ อิตาลี ไอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน โดยมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือ เยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส

        
        
       ตัวเลขครึ่งปีแรกของปีนี้ กรีซมีหนี้ต่างประเทศ (ทั้งในส่วนของธนาคารและภาครัฐ) เพิ่มขึ้นเป็น 5.32 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 6.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 77 เท่าของทุนสำรอง), อิตาลี มีหนี้ต่างประเทศรวม 2.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 1.69 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 13 เท่าของทุนสำรอง), สเปน มีหนี้ต่างประเทศรวม 1.89 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 3.38 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 55 เท่าของทุนสำรอง), โปรตุเกส มีหนี้ต่างประเทศรวม 4.98 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 2.22 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 22 เท่าของทุนสำรอง) , ไอร์แลนด์ มีหนี้ต่างประเทศ 1.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ มีทุนสำรองอยู่เพียง 2.11 พันล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 54 เท่าของทุนสำรอง)
      
       รวมหนี้ต่างประเทศของ 5 ประเทศนี้คือ 5.235 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยที่ประเทศทั้ง 5 ประเทศเหล่านี้ มีหนี้ต่างประเทศมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศหลายสิบเท่าตัว และเป็น 5 ประเทศที่ต่างขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักทั้งสิ้น เปรียบเสมือนว่า 5 ประเทศนี้มีหนี้สินต่างประเทศมหาศาลมากกว่าสินทรัพย์ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ แล้วค้าขายต่างประเทศยังขาดทุนทุกปีอีกไม่รู้จะเอารายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศที่ไหนมาชำระหนี้ (สถานภาพคล้ายประเทศไทยก่อนปี 2540)
      
       แต่พอหันมาดู 3 ประเทศเจ้าหนี้รายใหญ่ของ 5 ประเทศเหล่านี้ก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน โดย ฝรั่งเศส มีหนี้ต่างประเทศ 4.698 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีทุนสำรองระหว่างประเทศ 1.82 แสนล้านเหรียญ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 26 เท่าของทุนสำรอง) ส่วนอังกฤษหนักสุดมีหนี้ต่างประเทศ 8.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียง 1.14 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 79 เท่าของทุนสำรอง) และทั้ง 2 ประเทศนี้ก็ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนักทุกปีเช่นกัน
      
       ส่วนเยอรมนีดูฐานะดีกว่าเพื่อนในกลุ่มนี้ เป็นประเทศที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดปีละ 1.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และมีทองคำมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา โดยมีอยู่ประมาณ 3.4 พันตัน แต่ก็ยังมีหนี้ต่างประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนรวมสูงถึง 4.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีทุนสำรองระหว่างประเทศเพียง 2.31 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (มีหนี้ต่างประเทศเป็น 20 เท่าของทุนสำรอง)
      
       การล้มละลายของยุโรปครั้งนี้จึงย่อมต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพียงแต่ว่าจะดิ่งลงแรงขนาดไหน ขึ้นอยู่กับ “หนี้ระยะสั้น” ของแต่ละประเทศนั้นถูกทวงคืนเร็วมากน้อยแค่ไหน และปรับโครงสร้างหนี้ยืดระยะยาวออกไปได้หรือไม่ เพราะยิ่งออกพันธบัตรกู้เงินตราต่างประเทศออกมามากในยามที่ทั่วโลกเห็นสภาพนี้แล้ว ถ้าไม่ถูกโก่งราคาอัตราดอกเบี้ยสูงอย่างหนักก็อาจจะหมดหนทางกู้ ผลก็คือการ “ชักดาบ” เบี้ยวหนี้ หรือบีบเจ้าหนี้ให้ “ลด-ยืดหนี้” หรืออาจถึงขั้นไม่ชำระหนี้เอาดื้อๆ ซึ่งผลร้ายจะทำให้ธนาคารหลายแห่งโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าหนี้อยู่นั้นได้รับผลกระทบลามเป็นลูกโซ่ไปเป็นจำนวนมาก
      
       และหากความเสียหายของสหรัฐอเมริกาและยุโรปเกิดขึ้น ก็ย่อมส่งผลลามไปถึงภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะถ้าเศรษฐกิจยุโรปและอเมริกาถดถอยกำลังซื้อหดตัวก็เท่ากับตลาดส่งออกของทั่วโลกย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่จีนและประเทศไทย
      
       การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของธนาคารในยุโรปและอเมริกาในช่วงนี้ และการเข้าออกเร็วขึ้นของเฮดจ์ฟันด์จึงเป็นเพียง “ยอดภูเขา” ของน้ำแข็งที่เพิ่งเริ่มแสดงอาการออกมาเท่านั้น โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ระบุว่าทางรอดของธนาคารในยุโรปต้องเพิ่มทุนสูงถึง 4.6 แสนล้านยูโร (6.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ) นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ธนาคารหลายแห่งในยุโรปเรียกเงินคืนบางส่วนจากเฮดจ์ฟันด์เพื่อมาพยุงฐานะและเพิ่มทุนให้กับธนาคารในยุโรป
      
       ทั้งนี้ นางคริสตี ลาการ์ด กรรมการผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ยอมรับเมื่อการประชุมวันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่กรุงวอชิงตันว่า “ศักยภาพการปล่อยกู้ของเราที่มีมูลค่าเกือบ 4 แสนล้านดอลลาร์เป็นตัวเลขที่พอดีสำหรับเศรษฐกิจทุกวันนี้ แต่อาจจะไม่พอหากเกิดวิกฤตการเงินรุนแรงในประเทศต่างๆ ที่มีความจำเป็นต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟในเวลาเร่งด่วน”
      
       แปลว่าหากมีเงินไม่พอก็มีโอกาสที่ไอเอ็มเอฟ อาจจะเทขายทองคำบางส่วนจากที่มีอยู่ 2,800 ตันออกมาได้อีก
      
       ประเทศไทยจึงต้องเตรียมตัวรับกับสภาพวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน รัฐบาลควรต้องพิจารณาถึงการจัดการกับขบวนการสูบความมั่งคั่งของเฮดจ์ฟันด์ และควรสร้างเสริมอุปนิสัยให้กับคนไทยรู้จักการออมและการประหยัดใช้เงินอย่างมีเหตุผล และใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเพื่อเตรียมเงินสำรองเอาไว้รองรับวิกฤตที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เน้นแต่ส่งเสริมกระตุ้นให้ประชาชนสร้างหนี้เร่งใช้จ่ายเพื่อหวังการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเพื่อ “ใช้เป็นตัวเลข” ที่จะได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ขาดดุลกันได้มากขึ้น
      
       ท่ามกลางเศรษฐกิจทุนนิยมสุดขั้วกำลังทำร้ายและทำลายตัวเองอยู่ในขณะนี้ ปรากฏการณ์นี้ยิ่งเป็นการยืนยันในพระอัจฉริยภาพอีกครั้งหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งจะทำให้ผู้นำไปปฏิบัตินั้นสามารถอยู่รอดได้ในยามวิกฤต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 กันยายน 2011, 08:17:39 โดย ห้างทองน่ำเชียง » บันทึกการเข้า

 
ตอบ #10
« เมื่อ: 05 มกราคม 2012, 13:02:05 »
greatnut ออฟไลน์
Newbie
*
กระทู้: 8

ดูรายละเอียด อีเมล์

จากการวิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำปรากฏว่าทองคำลงมาจริงครับ  เกินจากปัจจัยสำคัญคือเศรษกิจ  สหรัฐและค่าเงินดอนล่าที่ลดลง  และเศรษฐกิจตกต่ำในหลายประเทศ  แต่สิ่งที่สำคัญคือ การถือทองคำมากจนเกินไป  มากกว่าตัวเงินที่จำเป็นต้องใช้  ปี 2555 ทองคำน่าจะขึ้นมากกว่าลง  จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย  แตปัจจัยทางบวกน่าจะมีมากกว่า  ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษกิจที่มีปัญหาของยุโรป  หรือทางประเทศเอเชียเช่นจีน ซึ่งเป็นปีมังกรทองความเชื่อค่านิยม  การสงคราม  รวมถึงปัจจัยสำคัญน้ำมันที่ขึ้นแน่นอนปีหน้า  เดือน8 ปีน่าจะเห็น  1999  แล้วมาลงปลายปีคนขายทำกำไร  1800 ปลายปีไม่ตำกว่านี้  

(เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล และไม่ใช้กูรู  โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05 มกราคม 2012, 14:27:18 โดย ห้างทองน่ำเชียง » บันทึกการเข้า
 
พิมพ์  หน้า 1 ขึ้นบน
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป: